News

ผมให้พ่อแก่กินข้าวคนเดียวในมุมครัว เพราะรังเกียจเวลาท่านทำ

อาหารหก…แต่คำพูดของลูกชายวัย 4 ขวบกลับทำให้ผมร้องไห้ด้วยความเสียใจไปตลอดชีวิต

เรื่องราวของลูกชายที่เกือบลืมไปว่า คนที่เคยป้อนข้าวให้เขาอย่างทะนุถนอม ก็คือพ่อคนเดียวกัน

ผมชื่อ กิตติภพ อายุ 35 ปี เป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จ ผมสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สวยงามและสะอาดให้กับ พิมพ์ชนก ภรรยาของผม และ น้องภูผา ลูกชายวัย 4 ขวบของเรา

ผมเคยคิดว่าชีวิตของตัวเองสมบูรณ์แบบแล้ว จนกระทั่งแม่ของผมจากไป และผมต้องพา คุณพ่อสมชาย อายุ 78 ปี มาอยู่ด้วย

พ่อแก่ลงมากตามวัย สายตาพร่ามัว หูตึง และมือสั่นอยู่ตลอดเวลาเพราะโรคที่รุมเร้า ท่านเดินช้า ๆ ต้องใช้ไม้เท้าพยุง และบางครั้งก็ต้องมีคนช่วยประคอง

ตอนแรกทุกอย่างยังเป็นไปด้วยดี เรานั่งรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะอาหารยาวหรูหรา ผมคิดว่าการพาพ่อมาอยู่ด้วยคือสิ่งที่ลูกชายที่ดีควรทำ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความอ่อนแอของพ่อเริ่มทำให้ภรรยาผมไม่พอใจ และผมเองก็เริ่มมองท่านเป็นภาระโดยไม่รู้ตัว

พ่อที่ทำให้โต๊ะอาหารไม่เหมือนเดิม

เพราะมือของพ่อสั่น ท่านจึงจับช้อนและส้อมได้ไม่ถนัด บางครั้งอาหารยังไม่ทันถึงปากก็หล่นลงบนผ้าปูโต๊ะ น้ำซุปหกใส่เสื้อ และเศษอาหารตกลงบนพื้น

สายตาที่พร่ามัวทำให้ท่านกะระยะผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ แก้วน้ำจึงถูกชนล้มจนโต๊ะเปียกไปหมด

คืนหนึ่ง เรากำลังรับประทานซุปเนื้อที่พิมพ์ชนกชอบ พ่อพยายามตักน้ำซุปขึ้นมากิน แต่จู่ ๆ มือของท่านก็สั่นแรงจนไปชนชามกระเบื้องราคาแพง

เพล้ง!

ชามแตกกระจาย น้ำซุปร้อน ๆ หกลงบนพื้น และกระเด็นไปเปื้อนชุดตัวโปรดของพิมพ์ชนก

“คุณพ่อคะ! นี่เป็นครั้งที่สามแล้วนะคะในสัปดาห์นี้! ทำไมไม่ระวังเลย ดูสิคะ พื้นสกปรกไปหมดแล้ว!” พิมพ์ชนกลุกพรวดขึ้นด้วยความโมโห

พ่อสมชายก้มหน้าลง มือที่สั่นเทาพยายามเก็บเศษกระเบื้องทีละชิ้น

“ขอโทษนะลูก…พ่อไม่ได้ตั้งใจ…สายตามันพร่ามัวไปหมด…” ท่านพูดด้วยเสียงแหบพร่า น้ำตาไหลลงตามร่องแก้มที่เหี่ยวย่น

แทนที่ผมจะรีบเข้าไปช่วยพ่อ ผมกลับรู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน วันนั้นผมเหนื่อยจากงาน และต้องการเพียงมื้อเย็นที่เงียบสงบ

“พอเถอะครับพ่อ วางลงก่อน เดี๋ยวบาดมือแล้วจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่” ผมพูดเสียงเย็นชา ก่อนหันไปหาภรรยา “พิมพ์ชนก ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก เดี๋ยวผมให้แม่บ้านมาทำความสะอาด”

แต่ภรรยาของผมยังไม่ยอม

“กิตติภพ เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ทุกวันไม่ได้แล้วนะ! ฉันต้องคอยเช็ดคอยล้างตลอดเวลา แค่เห็นอาหารไหลออกจากปากคุณพ่อ ฉันก็หมดความอยากกินแล้ว เราต้องหาทางจัดการเรื่องนี้!”

ผมไม่อยากทะเลาะกับพิมพ์ชนก จึงยอมเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่น่าละอายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ชามไม้ในมุมครัว

วันรุ่งขึ้น เราซื้อชามไม้ราคาถูกใบหนึ่ง มันไม่แตกแม้จะตกพื้นหลายครั้ง และย้ายโต๊ะตัวเล็กเก่า ๆ ไปไว้ในมุมที่ไกลจากโต๊ะอาหารของเรา ใกล้ประตูครัวและหันหน้าเข้าหาผนัง

ตั้งแต่วันนั้น คุณพ่อสมชายก็ต้องกินข้าวตรงนั้นเพียงลำพัง

ขณะที่ผม พิมพ์ชนก และน้องภูผานั่งกินอาหารอย่างมีความสุขที่โต๊ะใหญ่ พ่อกลับนั่งอยู่ในมุมมืด ได้ยินเพียงเสียงช้อนกระทบชามไม้เบา ๆ

ทุกครั้งที่ผมหันไปมอง ผมเห็นไหล่ของท่านสั่น และเห็นน้ำตาที่ไหลเงียบ ๆ ขณะพยายามตักอาหารเข้าปาก

พ่อไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง ไม่ได้ต่อว่าเรา และไม่เคยขอให้เราพาท่านกลับไปที่โต๊ะอาหารอีก

ท่านเพียงก้มหน้ากินข้าวอย่างเงียบ ๆ ราวกับพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นที่รำคาญของใคร

บางครั้งอาหารหกลงพื้น ผมกับพิมพ์ชนกก็ยังตำหนิท่านให้ระวัง เพราะทำให้พื้นสกปรก

เราปฏิบัติต่อพ่อราวกับท่านเป็นสัตว์ตัวหนึ่งที่ต้องถูกแยกไปกินข้าวในมุมบ้าน

และผมก็หลอกตัวเองว่า…นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

สิ่งที่ลูกชายวัยสี่ขวบกำลังสร้าง

หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส ผมกลับจากสำนักงานเร็วกว่าปกติ

เมื่อเปิดประตูเข้าบ้าน ผมมองหาพิมพ์ชนก แต่เธออยู่ชั้นบน ผมเดินผ่านห้องนั่งเล่นและเห็นน้องภูผานั่งอยู่บนพื้น เขากำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่างมาก

ลูกชายของผมถือเศษไม้เล็ก ๆ สองชิ้น ซึ่งเป็นเศษวัสดุจากแบบจำลองสถาปัตยกรรมที่ผมทำไว้ เขาใช้เครื่องมือของเล่นพยายามขัดและประกบไม้ทั้งสองชิ้นเข้าด้วยกัน

ผมยิ้มแล้วเดินเข้าไปลูบศีรษะของเขา

“ลูกกำลังทำอะไรอยู่ครับ ตั้งใจเชียว”

ผมคิดว่าเขาคงกำลังทำรถของเล่นหรือบ้านหลังเล็ก ๆ

แต่น้องภูผากลับเงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาใสซื่อของเขาจ้องตรงมา ก่อนจะตอบด้วยเสียงเล็ก ๆ

“ผมกำลังทำชามให้คุณปู่ครับพ่อ”

ผมชะงักไปเล็กน้อย

“ชามเหรอลูก? ทำไมต้องทำชามด้วย?”

น้องภูผาพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วชี้ไปที่มุมครัว

“ผมเห็นคุณปู่กินข้าวในชามไม้ทุกวันครับ ผมอยากทำชามที่มีขาสูง ๆ ให้คุณปู่ จะได้ไม่ต้องก้มมาก แล้วก็จะได้ไม่หกลงพื้น”

คำพูดของลูกชายทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบแน่นอยู่ในอก

แต่สิ่งที่เขาพูดต่อจากนั้น…ทำให้หัวใจผมแตกสลาย

“พ่อครับ…ทำไมคุณปู่ต้องกินข้าวคนเดียวตรงนั้นด้วย?”

ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“ก็…คุณปู่ทำอาหารหกบ่อย ๆ ลูก โต๊ะของเราจะสกปรก…”

น้องภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความสงสัยอย่างบริสุทธิ์

“แล้วตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ผมก็ทำข้าวหกเหมือนกันใช่ไหมครับ?”

ผมพยักหน้าเบา ๆ

“ใช่ลูก ตอนนั้นลูกยังเล็กมาก”

“แล้วพ่อเคยให้ผมไปกินข้าวคนเดียวตรงมุมครัวไหมครับ?”

ผมรู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่

“ไม่…พ่อไม่เคยทำแบบนั้น”

น้องภูผายิ้มเล็ก ๆ แล้วพูดต่อ

“เพราะพ่อรักผมใช่ไหมครับ?”

ผมพยักหน้า น้ำตาเริ่มคลอ

“ใช่ พ่อรักลูกมาก”

ลูกชายก้มมองชิ้นไม้ในมือ แล้วพูดประโยคที่ผมไม่มีวันลืม

“ถ้าอย่างนั้น…คุณปู่ก็คงรักพ่อมากเหมือนกันใช่ไหมครับ? คุณปู่เคยป้อนข้าวให้พ่อ ตอนพ่อยังเล็ก ๆ และทำหกเหมือนผมใช่ไหม?”

ผมไม่สามารถตอบได้

น้องภูผาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“ถ้าคุณปู่เคยดูแลพ่อ ทำไมตอนนี้พ่อไม่ให้คุณปู่นั่งกินข้าวกับพวกเราล่ะครับ? คุณปู่คงเหงามากเลย…”

คำถามของเด็กวัยสี่ขวบทำให้ผมทรุดลงนั่งกับพื้น

ผมร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้

ภาพในอดีตไหลย้อนกลับมาอย่างชัดเจน ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ พ่อเคยอุ้มผมไว้บนตัก ป้อนข้าวให้ผมทีละคำ เช็ดอาหารที่เลอะปาก และหัวเราะเมื่อผมทำแก้วน้ำหก

พ่อไม่เคยผลักผมไปนั่งในมุมห้อง

พ่อไม่เคยบอกว่าผมน่ารังเกียจ

พ่อไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นภาระ

แต่เมื่อท่านแก่ลงและต้องการความช่วยเหลือ ผมกลับทำกับท่านในสิ่งที่ผมไม่เคยยอมให้ใครทำกับลูกชายของตัวเอง

คำขอโทษที่มาช้า

ผมลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปที่มุมครัว

พ่อสมชายกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก มือหนึ่งจับช้อน อีกมือพยายามประคองชามไม้ ท่านกินข้าวช้า ๆ โดยหันหน้าเข้าหาผนัง

“พ่อครับ…”

ท่านสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันมามองผม

“กิตติภพ…กลับมาแล้วเหรอลูก?”

ผมคุกเข่าลงข้างเก้าอี้ของท่าน

“พ่อครับ…มานั่งกินข้าวกับผมที่โต๊ะใหญ่เถอะครับ”

พ่อมองผมอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่เป็นไรลูก พ่อกินตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวทำหกอีก…”

คำพูดนั้นทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่าเดิม

“ไม่ครับพ่อ ผมผิดเอง ผมเป็นคนทำให้พ่อรู้สึกว่าพ่อไม่มีที่นั่งในบ้านหลังนี้ ผมขอโทษครับ”

น้ำตาไหลลงบนมือของผม

“พ่อเลี้ยงผมมาอย่างดี แต่พอพ่อแก่ลง ผมกลับไม่ยอมดูแลพ่อ ผมเห็นแก่ความสะอาดของโต๊ะมากกว่าความรู้สึกของพ่อ ผมขอโทษจริง ๆ ครับ”

พ่อสมชายยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะไหล่ผม

“อย่าร้องไห้เลยลูก…พ่อไม่เคยโกรธลูก”

คำพูดของท่านไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย กลับทำให้ผมละอายใจยิ่งกว่าเดิม

ผมช่วยประคองพ่อให้ลุกขึ้น แล้วพาท่านไปยังโต๊ะอาหารใหญ่

พิมพ์ชนกเดินลงมาจากชั้นบน เมื่อเห็นผมกำลังพาพ่อมานั่ง เธอก็หยุดอยู่ตรงบันได

“กิตติภพ คุณทำอะไรน่ะ?”

ผมหันไปมองเธอ

“พ่อจะกินข้าวกับเรา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

พิมพ์ชนกขมวดคิ้ว

“แต่คุณก็รู้ว่าคุณพ่อทำอาหารหก…”

“ผมรู้ครับ และผมจะเป็นคนทำความสะอาดเอง ถ้าพ่อทำหก เราก็ช่วยกันเช็ด แต่เราจะไม่ทำให้พ่อกินข้าวคนเดียวอีกแล้ว”

พิมพ์ชนกเงียบไป

ผมไม่ได้ตะโกนหรือกล่าวโทษเธอ เพราะผมรู้ดีว่าความผิดทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่เธอคนเดียว ผมเป็นลูกชายของพ่อ และผมเองก็เป็นคนเลือกที่จะเพิกเฉย

น้องภูผาวิ่งเข้ามาพร้อมชามไม้ที่เขาทำอย่างตั้งใจ

“คุณปู่ครับ! ผมทำชามให้คุณปู่แล้วครับ!”

เขาวางชามไม้ใบเล็กไว้ตรงหน้าพ่อ

“ชามนี้มีขาสูง ๆ คุณปู่จะได้ไม่ต้องก้มมากครับ แต่คุณปู่ต้องนั่งกินข้าวกับพวกเรานะครับ ไม่ต้องนั่งคนเดียวแล้ว”

พ่อสมชายมองชามไม้ แล้วมองหลานชาย น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาที่พร่ามัว

ท่านกอดน้องภูผาไว้แนบอก

“ขอบใจนะลูก…ขอบใจมาก”

พิมพ์ชนกมองภาพนั้นอยู่นาน ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ เธอค่อย ๆ นั่งลงข้างพ่อ

“คุณพ่อคะ…หนูขอโทษค่ะ หนูใจร้อนและพูดจาไม่ดี หนูไม่ควรทำให้คุณพ่อรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าในบ้านหลังนี้เลย”

พ่อสมชายยิ้มบาง ๆ

“ไม่เป็นไรลูก เราเริ่มต้นใหม่กันได้”

โต๊ะอาหารที่เปลี่ยนไป

วันต่อมา ผมจัดโต๊ะอาหารใหม่ให้เหมาะกับพ่อ เราเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงและที่วางแขน เพื่อให้ท่านนั่งได้มั่นคงขึ้น ใช้จานกันลื่น ช้อนด้ามใหญ่ที่จับง่าย และแก้วน้ำที่ไม่ล้มง่าย

ผมยังพาพ่อไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการมือสั่นและปัญหาการกินอาหาร เพื่อให้ท่านได้รับการดูแลที่เหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้ท่านอดทนอยู่กับความลำบากตามลำพัง

ทุกมื้ออาหาร เรานั่งอยู่ด้วยกัน

บางครั้งพ่อก็ยังทำอาหารหก บางครั้งน้ำซุปก็เปื้อนผ้าปูโต๊ะ แต่ไม่มีใครถอนหายใจหรือแสดงความรังเกียจอีก

ผมเป็นคนหยิบผ้ามาเช็ด พิมพ์ชนกช่วยจัดอาหารให้พ่อเป็นคำเล็ก ๆ ส่วน น้องภูผาก็นั่งข้างคุณปู่ คอยเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง

ชามไม้ที่น้องภูผาทำยังคงอยู่บนโต๊ะ แม้มันจะไม่เรียบร้อยและมีรอยขีดเขียนมากมาย แต่สำหรับผม มันเป็นของที่มีค่าที่สุดในบ้าน

หลายวันต่อมา ผมเห็นพ่อกำลังนั่งมองรูปถ่ายเก่า ๆ ของครอบครัว

“พ่อครับ กำลังดูอะไรอยู่เหรอ?”

ท่านยิ้มแล้วชี้ไปที่ภาพที่ผมยังเป็นเด็ก

“พ่อกำลังคิดถึงวันที่ลูกยังเล็ก ตอนนั้นลูกกินข้าวเลอะไปหมด พ่อคอยเช็ดให้ทุกวัน”

ผมนั่งลงข้างท่าน

“ผมจำได้ครับพ่อ”

“ตอนนั้นพ่อไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องน่ารำคาญเลย” ท่านพูดเบา ๆ “เพราะพ่อรู้ว่าวันหนึ่งลูกจะโตขึ้น และพ่อก็จะไม่ได้ป้อนข้าวให้ลูกอีกแล้ว”

ผมก้มหน้าลง น้ำตาไหลอีกครั้ง

“ผมขอโทษที่ลืมเรื่องนั้นไปครับพ่อ”

พ่อวางมือลงบนมือผม

“ลูกไม่ต้องชดใช้ด้วยการร้องไห้หรอกกิตติภพ แค่ดูแลพ่อด้วยความรักก็พอแล้ว”

บทเรียนที่ผมจะไม่มีวันลืม

วันคริสต์มาสปีนั้น เราจัดอาหารมื้อพิเศษที่โต๊ะใหญ่ พ่อสมชายนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับพิมพ์ชนก ส่วน น้องภูผานั่งข้างท่าน

ก่อนเริ่มกิน น้องภูผายกชามไม้ของตัวเองขึ้นมา

“เรากินข้าวด้วยกันนะครับคุณปู่!”

พ่อหัวเราะเบา ๆ

“กินด้วยกันสิหลานรัก”

ผมมองภาพครอบครัวตรงหน้า และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เกือบสูญเสียไป

คฤหาสน์ของผมอาจสวยงาม มีพื้นหินอ่อน โต๊ะอาหารราคาแพง และเครื่องเรือนหรูหรา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายเลย หากคนที่เคยสร้างชีวิตให้ผมกลับต้องนั่งกินข้าวอย่างโดดเดี่ยวในมุมครัว

ผมเคยคิดว่าการดูแลพ่อคือการจัดหาห้องพัก อาหาร และสิ่งของจำเป็นให้ท่าน แต่วันนั้นผมได้เรียนรู้ว่า การดูแลคนแก่ไม่ได้มีเพียงการให้สิ่งของเท่านั้น

มันคือการให้เกียรติ ให้ความอบอุ่น และทำให้พวกเขารู้สึกว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

ผมไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขวันที่ทำให้พ่อเสียใจได้ แต่ผมสามารถเลือกได้ว่าจะปฏิบัติต่อท่านอย่างไรนับจากวันนี้

และผมสัญญากับตัวเองว่า…

ตราบใดที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะไม่มีวันต้องกินข้าวคนเดียวในมุมครัวอีกต่อไป

จบเรื่อง

ข้อคิดจากเรื่อง:
อย่ารอให้ลูกหลานของเราสอนเรื่องความเมตตา ก่อนที่เราจะนึกถึงคนที่เคยเลี้ยงดูเรามา เมื่อพ่อแม่แก่ลง พวกท่านอาจต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น แต่สิ่งที่พวกท่านต้องการที่สุดไม่ใช่บ้านที่สะอาดหรือโต๊ะอาหารที่สมบูรณ์แบบ หากเป็นความรัก การยอมรับ และที่นั่งหนึ่งที่ยังคงมีไว้สำหรับพวกท่านในครอบครัว

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!